ภาษาอังกฤษที่คนไทยมักใช้ผิดเวลาพูด พร้อมประโยคที่ถูกต้อง
เคยพูดว่า "I very like it" หรือ "Where you go?" แล้วมารู้ทีหลังว่ายังไม่ถูกไหม ไม่ต้องอาย คนที่โตมากับภาษาไทยแทบทุกคนเคยพูดแบบนี้ และมันไม่ได้แปลว่าคุณเรียนไม่เก่ง ข้อผิดพลาดพวกนี้มีที่มาชัดเจน คือเราหยิบวิธีเรียงประโยคแบบไทยไปใช้กับภาษาอังกฤษ ภาษาไทยไม่ผันกริยาตามเวลา ไม่มี a, an, the พูดว่า "เธอสวย" ได้โดยไม่ต้องมีคำแบบ is, am, are และเสียงตัวสะกดก็มีอยู่ไม่กี่เสียง
หน้านี้รวมจุดที่คนไทยมักใช้ผิดเวลาพูด โดยจับคู่ประโยคที่มักหลุดปากกับประโยคที่เจ้าของภาษาใช้จริง แล้วอธิบายว่าภาษาไทยส่วนไหนพาเราไปทางนั้น มีทั้งแกรมมาร์ คำที่แปลตรงตัวจากไทย คำทับศัพท์ที่ความหมายไม่ตรงกัน และเสียงที่ลิ้นคนไทยไม่คุ้น พอรู้ที่มาแล้ว คุณจะจับได้เองเร็วขึ้นว่าประโยคไหนควรปรับ
แต่รู้อย่างเดียวยังไม่พอ ปากต้องได้พูดประโยคที่ถูกจนชิน ท้ายหน้านี้จึงมีวิธีซ้อมแต่ละจุดกับ Airi คู่ฝึกพูดภาษาอังกฤษแบบ AI ที่คุยกันด้วยเสียงผ่านเบราว์เซอร์ คุณพูด Airi ตอบกลับเป็นเสียง แล้วแสดง Small fix แก้ให้ทีละจุดก่อนคุยต่อ ไม่มีใครนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ จะพูดผิดกี่รอบก็ได้ ขอบอกไว้ก่อนว่า Airi พูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว และเมนูทั้งหมดก็เป็นภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างสั้น ๆ เมื่อคุยกับ Airi
ตารางประโยคที่คนไทยมักพูดผิด และที่มาจากภาษาไทย
นักภาษาศาสตร์เรียกเรื่องนี้ว่าการแทรกแซงของภาษาแม่ (L1 interference) คือเวลาพูดภาษาใหม่ เรามักหยิบกฎของภาษาแรกมาใช้ก่อนโดยไม่รู้ตัว เกิดกับผู้เรียนทุกชาติ ไม่ใช่แค่คนไทย ลองอ่านประโยคในช่องกลางออกเสียงไปด้วย จะได้ทั้งเข้าใจและคุ้นปากไปพร้อมกัน
| ประโยคที่มักหลุดปาก | ประโยคที่ถูกต้อง | ที่มาจากภาษาไทย |
|---|---|---|
| I sorry. | I'm sorry. | "ขอโทษ" ในภาษาไทยเป็นกริยา จึงรู้สึกว่า sorry ก็เป็นกริยา แต่ sorry เป็นคำคุณศัพท์ ต้องมี am นำหน้า เหมือน "เธอสวย" ที่ต้องพูดว่า She is beautiful |
| Where you go? | Where are you going? | "คุณไปไหน" ไม่ต้องมีกริยาช่วยและไม่ต้องสลับคำ ส่วนคำถามภาษาอังกฤษต้องมี are, do หรือ did วางไว้หน้าประธาน |
| Yesterday I go to the market. | Yesterday I went to the market. | กริยาไทยไม่ผันตามเวลา คำว่า "เมื่อวาน" บอกเวลาให้ครบแล้ว แต่ในภาษาอังกฤษ ตัวกริยาต้องเปลี่ยนเป็นรูปอดีตด้วย |
| I eat already. | I've already eaten. | "กินแล้ว" ใช้คำว่า "แล้ว" บอกว่าเสร็จ พอแปลทีละคำจึงได้ already ต่อท้าย ทั้งที่กริยายังอยู่รูปเดิม |
| My sister work at a bank. | My sister works at a bank. | "ฉันทำงาน" กับ "พี่สาวทำงาน" ใช้กริยารูปเดียวกัน จึงลืมเติม -s เมื่อประธานเป็น he, she หรือ it |
| I have two cat. | I have two cats. | ไทยบอกจำนวนด้วยตัวเลขกับลักษณนาม เช่น "แมวสองตัว" ตัวคำนามไม่เปลี่ยนรูป |
| I am student. | I'm a student. | ภาษาไทยไม่มีคำนำหน้านามอย่าง a, an, the จึงมักตกหล่นเวลาพูดเร็ว |
| Have many people at the mall. | There are a lot of people at the mall. | คำว่า "มี" ใช้ได้ทั้งบอกความเป็นเจ้าของและบอกว่ามีอะไรอยู่ที่ไหน ภาษาอังกฤษแยกเป็น have กับ there is, there are |
| I very like Korean food. | I really like Korean food. | คำว่า "มาก" ใน "ชอบมาก" มักถูกแปลเป็น very แต่ very ใช้ขยายคำคุณศัพท์ เช่น very good ไม่ใช้ขยายกริยาโดยตรง จึงใช้ really แทน หรือพูดว่า I like Korean food very much ก็ได้ |
| This is my brother. She is a doctor. | This is my brother. He is a doctor. | ภาษาพูดใช้ "เขา" ได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง พอต้องเลือก he หรือ she ทันทีจึงสลับกันบ่อย |
| I'm boring. I'm interesting in football. | I'm bored. I'm interested in football. | ไทยแยกด้วยคำว่า "น่า" คือ เบื่อ กับ น่าเบื่อ ในภาษาอังกฤษ -ed บอกความรู้สึกของเรา ส่วน -ing บอกสิ่งที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น |
| I wait you. I listen music. | I'll wait for you. I listen to music. | "รอคุณ" กับ "ฟังเพลง" ไม่มีคำคั่น แต่กริยาอังกฤษบางตัวต้องมีบุพบทตาม เช่น wait for และ listen to |
แกรมมาร์อีก 5 เรื่องที่ติดมาจากภาษาไทย
นอกจากในตาราง ยังมีอีก 5 เรื่องที่โผล่มาบ่อยตอนคุยสด ทุกข้อถูกต้องตามหลักภาษาไทย เพียงแต่ภาษาอังกฤษมีกติกาอีกชุดหนึ่ง
- ประโยคปฏิเสธ ภาษาไทยวาง "ไม่" หน้ากริยาได้เลย จึงเกิด "I no like" หรือ "No have" ภาษาอังกฤษต้องมีกริยาช่วย: "I don't like it." และ "I don't have one."
- ตอบคำถามปฏิเสธ ถ้าถูกถามว่า "Don't you eat spicy food?" แบบไทยจะตอบว่า "ใช่ ไม่กิน" เพราะคำว่าใช่คือเห็นด้วยกับคนถาม ภาษาอังกฤษตอบตามข้อเท็จจริงของตัวเอง ไม่ว่าคำถามจะตั้งมาแบบไหน ถ้าไม่กินคือ "No, I don't." ถ้ากินคือ "Yes, I do."
- ละประธาน ไทยพูดว่า "ไปแล้ว" หรือ "ร้อนมาก" ได้โดยไม่ต้องบอกว่าใครหรืออะไร ประโยคบอกเล่าในภาษาอังกฤษต้องมีประธาน: "He's already left." และ "It's so hot today."
- คำว่าเคย มักถูกแปลเป็น ever จนได้ "I ever go to Japan" ประโยคบอกเล่าใช้ "I've been to Japan." ส่วน ever เก็บไว้ใช้ถาม: "Have you ever been to Japan?"
- คำลงท้ายแบบไทย "Thank you na" หรือ "OK ka" ฟังน่ารักในหมู่คนไทย แต่ชาวต่างชาติอาจไม่เข้าใจ ความสุภาพในภาษาอังกฤษอยู่ที่คำอย่าง please, could you และน้ำเสียง
แปลตรงตัวจากไทย และคำทับศัพท์ที่ความหมายไม่ตรงกัน
ประโยคในตารางนี้สมเหตุสมผลตามตรรกะภาษาไทยทุกข้อ เพียงแต่เจ้าของภาษาใช้คำอื่น จำไปเป็นคู่ ๆ เลยจะง่ายที่สุด
| ตั้งใจจะบอกว่า | ที่มักพูด | ที่เป็นธรรมชาติ |
|---|---|---|
| เปิดไฟ ปิดแอร์ | Open the light. Close the air. | Turn on the light. Turn off the air conditioner. |
| เล่นคอม เล่นมือถือ | I play computer. I play phone. | I'm using the computer. I'm on my phone. |
| เดี๋ยวไปส่งที่สนามบิน | I will send you to the airport. | I'll take you to the airport. |
| กินยาแล้ว | I eat medicine already. | I've already taken my medicine. |
| เหมือนกันเลย | Same same. | It's the same. |
| เช็กบิลด้วย | Check bill! | Can I have the bill, please? |
คำว่า play ใช้ได้เมื่อเล่นเกม กีฬา หรือดนตรี เช่น "I play games on my phone." ส่วน open กับ close ใช้กับของที่เปิดปิดได้จริงอย่างประตูหรือหน้าต่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ turn on กับ turn off อีกกลุ่มที่ควรระวังคือคำทับศัพท์ที่คนไทยใช้จนชิน แต่ในภาษาอังกฤษความหมายไม่ตรงกัน
- แฟน (fan) ในภาษาอังกฤษ fan คือคนที่ชื่นชอบศิลปินหรือทีมกีฬา ถ้าหมายถึงคนรัก ใช้ boyfriend, girlfriend หรือ partner
- ฟิตเนส (fitness) หมายถึงความแข็งแรงของร่างกาย สถานที่ออกกำลังกายคือ gym: "I go to the gym after work."
- เฟรชชี่ (freshy) เจ้าของภาษาใช้ freshman หรือ first-year student
- โน้ตบุ๊ก (notebook) คนส่วนใหญ่จะนึกถึงสมุดจด คอมพิวเตอร์แบบพกพาเรียกว่า laptop
- สเปก (spec) ถ้าจะบอกว่าใครไม่ใช่แบบที่ชอบ พูดว่า "He's not my type."
- โอเวอร์ (over) ถ้าหมายถึงพูดเกินจริง ใช้ "You're exaggerating."
- โปร (pro) ในภาษาอังกฤษ pro คือมืออาชีพ ถ้าจะถามหาโปรโมชัน พูดว่า "Do you have any special offers?"
เสียงที่ลิ้นคนไทยไม่คุ้น และวิธีออกเสียง
เสียงตัวสะกดในภาษาไทยมีแค่ 8 แม่ และแม่กก กด กบ เป็นเสียงที่กักลมไว้แล้วไม่ปล่อยออกมา ส่วนภาษาอังกฤษมีเสียงท้ายคำมากกว่านั้น ทั้ง s, f, l, sh และเสียงควบอย่าง -ks หรือ -st นอกจากนี้ภาษาไทยไม่มีเสียง v, th และ sh ลิ้นจึงเลือกเสียงใกล้เคียงที่คุ้นอยู่แล้วมาแทน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนทุกชาติ
| เสียง | ที่มักเกิดขึ้น | วิธีออกเสียง |
|---|---|---|
| ตัวสะกดหลังสระไอ สระเอา เช่น like, five, house | ตัวสะกดหาย เหลือ "ไล้" "ไฟ้" "เฮ้า" เพราะสระไอกับสระเอาในภาษาไทยไม่มีตัวสะกดตาม | พูดสระให้จบก่อน แล้วเติมเสียงสุดท้ายเบา ๆ อีกจังหวะ: lai-k, fai-v, hau-s |
| s, f, sh ท้ายคำ เช่น bus, safe, wash | กลายเป็นแม่กดหรือแม่กบ: bus เป็น "บั๊ด" safe เป็น "เซ้บ" wash เป็น "ว้อด" | เสียงกลุ่มนี้ลมต้องไหลออกต่อเนื่อง ลองลากท้ายคำให้ยาวก่อน: busss, safff, washhh แล้วค่อยย่อให้สั้นลง |
| l ท้ายคำ เช่น ball, bill, email | กลายเป็น น หรือ ว: ball เป็น "บอน" bill เป็น "บิน" email เป็น "อีเมว" | ยกปลายลิ้นแตะปุ่มเหงือกหลังฟันบนแล้วค้างไว้ ให้เสียงออกข้างลิ้น ไม่ขึ้นจมูก |
| เสียงควบท้ายคำ เช่น six, next, friends | เหลือเสียงเดียว: six เป็น "ซิก" next เป็น "เน็ก" ทำให้ -s กับ -ed ที่บอกพหูพจน์และอดีตหายไปด้วย แม้จะรู้แกรมมาร์ดี | พูดช้า ๆ ให้ครบทุกเสียง: sik-s, nek-s-t แล้วค่อยเพิ่มความเร็ว |
| s ควบต้นคำ เช่น school, stop, steak | มีสระอะแทรก: "สะกูล" "สะต๊อป" "สะเต๊ก" | ลากเสียง sss แล้วต่อเข้าพยัญชนะตัวถัดไปทันที ไม่มีสระคั่น: sss-kool |
| th ใน think, three, thank | เป็น ต ท หรือ ซ: three ฟังเหมือน tree | วางปลายลิ้นไว้ระหว่างฟันบนกับฟันล่าง ยื่นออกมานิดเดียว แล้วเป่าลมผ่าน |
| th ใน this, they, mother | เป็น ด: they ฟังเหมือน day | วางลิ้นตำแหน่งเดียวกับ th ใน think แต่เปล่งเสียงให้คอสั่น |
| v ใน very, vest, video | เป็น ว: vest ฟังเหมือน west | ฟันบนแตะริมฝีปากล่างเหมือนเสียง ฟ แล้วเปล่งเสียงให้คอสั่น ไม่ห่อปาก |
| sh ใน she, shop, share | เป็น ช: share ฟังเหมือน chair | sh ลากยาวได้เหมือนตอนบอกให้เงียบ ลิ้นไม่แตะเพดาน ส่วน ch ลิ้นแตะเพดานก่อนแล้วจึงปล่อย |
| r กับ l เช่น rice, right, fried | r กลายเป็น l หรือหายไปจากเสียงควบ: rice ฟังเหมือน lice และ fried เหลือ "ฟาย" | เสียง r ห่อปากเล็กน้อย งอปลายลิ้นขึ้นโดยไม่แตะเพดาน และไม่รัวลิ้นแบบ ร เรือ ส่วน l ปลายลิ้นแตะปุ่มเหงือก |
อีกเรื่องคือการลงน้ำหนักพยางค์ คำทับศัพท์ในภาษาไทยมักลงน้ำหนักที่พยางค์สุดท้าย เช่น คอมพิวเตอร์ หรือ ช็อกโกแลต แต่ในภาษาอังกฤษ ตำแหน่งที่เน้นเปลี่ยนไปตามคำ: comPUter, CHOColate, MANager, INternet ส่วนพยางค์ที่ไม่ได้เน้นจะพูดเบาและสั้น เจอคำใหม่เมื่อไร ลองกดฟังเสียงอ่านในพจนานุกรมออนไลน์ก่อนจำ
สำเนียงไทยไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องลบทิ้ง เป้าหมายคือให้คนฟังเข้าใจ จึงเลือกฝึกแค่เสียงที่ทำให้ความหมายเปลี่ยนก็พอ เช่น rice กับ lice, three กับ tree หรือ like กับ lie
วิธีซ้อมแต่ละจุดกับ Airi
Airi แก้ให้ครั้งละหนึ่งจุดผ่าน Small fix จึงเหมาะกับการซ้อมรอบละหนึ่งเรื่อง เลือกเรื่องที่อยากแก้ แล้วเปิดบทสนทนาด้วยประโยคภาษาอังกฤษด้านล่างได้เลย
- กริยาช่อง 2 พูดว่า "Ask me about my last weekend, one question at a time." แล้วเล่าทุกอย่างด้วยกริยารูปอดีต
- There is กับ There are พูดว่า "Ask me about my neighborhood." แล้วบรรยายด้วย "There is ..." และ "There are ..." แทน Have
- he กับ she พูดว่า "Ask me about my family." แล้วเล่าถึงพ่อ แม่ หรือพี่น้องทีละคน
- ตั้งคำถาม พูดว่า "I want to practice asking questions. Can I ask you about your hobbies?" แล้วถามให้ครบ 5 ข้อ โดยขึ้นต้นด้วย Do, Did, Are หรือ Where
- คำที่แปลตรงตัว พูดว่า "Let's role-play. You're a friend staying at my house in Bangkok." แล้วลองใช้ turn on, turn off และ "I'll take you to the airport."
- เสียงท้ายคำ พูดว่า "Ask me what I like to eat." คำตอบจะมีคำอย่าง like, rice, fried, nice อยู่เต็มไปหมด ตั้งใจออกเสียงตัวสุดท้ายทุกคำ แล้วฟังว่า Airi พูดคำเดียวกันอย่างไร
Small fix คือประโยคของคุณในแบบที่แก้แล้ว จึงช่วยเรื่องแกรมมาร์และการเลือกคำได้ตรงจุด ส่วนเรื่องเสียง ต้องบอกตามตรงว่า Airi ไม่ให้คะแนนการออกเสียงและไม่วิเคราะห์เสียงทีละเสียง วิธีฝึกคือฟังที่ Airi พูดแล้วพูดตาม ครั้งหน้าที่กลับมา Airi ยังจำชื่อคุณและเรื่องที่คุยล่าสุดได้ ซ้อมต่อจากเดิมได้เลย
ฝึกอย่างไรให้คุ้มที่สุด
แก้ทีละเรื่อง
เลือกหนึ่งจุดต่อสัปดาห์ เช่น กริยาช่อง 2 หรือ There is กับ There are ถ้าพยายามระวังทุกอย่างพร้อมกัน จะกลายเป็นไม่กล้าพูดสักประโยค
พูดประโยคที่แก้แล้วอีกหนึ่งรอบ
พอ Small fix ขึ้นมา อย่าแค่อ่านผ่าน ให้พูดประโยคนั้นออกเสียงหนึ่งครั้งก่อนคุยต่อ ปากจำรูปประโยคได้ดีกว่าตา
ออกเสียงท้ายคำให้ครบ
พูดช้าลงนิดหนึ่ง แล้วใส่เสียงสุดท้ายของคำอย่าง like, rice, five ให้ได้ยิน ความเร็วค่อยตามมาทีหลัง
เริ่มพูดได้เลยวันนี้
รับ 600 เครดิตแรกฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เข้าสู่ระบบแล้วเริ่มบทสนทนาแรกกับ Airi ได้เลย
เริ่มฟรีด้วย GoogleAiri พูดภาษาอังกฤษ และตัวแอปก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งเป็นความตั้งใจ เพราะคุณจะได้ฝึกในภาษาที่กำลังเรียนอยู่จริง ๆ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมคนไทยมักลืม verb to be, tense และ a/an/the
สำเนียงไทยต้องแก้ไหม
Airi แก้ข้อผิดพลาดแบบนี้ให้ไหม
Airi ใช้ฟรีไหม
Airi พูดภาษาไทยได้ไหม เมนูเป็นภาษาไทยหรือเปล่า
ต้องโหลดแอปไหม
อัปเดตล่าสุด: